ผลของการใช้แบบฝึกทักษะการตั้งสมมติฐาน เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง แสงและการมองเห็น กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

Primary tabs

Titleผลของการใช้แบบฝึกทักษะการตั้งสมมติฐาน เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง แสงและการมองเห็น กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
Publication Typeงานวิจัยในชั้นเรียน
Year of Publication2561
Authorsนางสาวอรณัญช์ อารีย์
Publisherโรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์
Place Publishedกรุงเทพมหานคร
Abstract

     จากการวิจัยในครั้งนี้ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/4 พบว่านักเรียนมีความรู้ ความสามารถในการตั้งสมมติฐานเพิ่มมากขึ้น ร้อยละ 30 แสดงว่ามีทักษะการตั้งสมมติฐานที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งมีค่าร้อยละเพิ่มสูงสุด และค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ร้อยละ 50  แสดงว่านักเรียนมีความรู้ความสามารถอยู่ในระดับดีมาก  ค่าร้อยละที่ต่ำสุดและค่าเฉลี่ยต่ำสุดคอร้อยละ 20  แสดงว่านักเรียนมีความรู้ความสามารถอยู่ในระดับปานกลาง จากการวิจัยใช้แบบฝึกทักษะการตั้งสมมติฐาน เรื่องแสงและการมองเห็น ได้ค่าเฉลี่ยก่อนเรียนอยู่ที่ 3.4 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานอยู่ที่ 0.70 ค่าเฉลี่ยหลังเรียนอยู่ที่ 7.1 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานอยู่ที่ 0.74 จะเห็นได้ว่านักเรียนมีคะแนนเพิ่มมากขึ้น แสดงว่าการใช้แบบฝึกทักษะการตั้งสมมติฐาน เรื่องแสงและการมองเห็น มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งผลจากการวิจัยนั้นทำให้ผู้วิจัยสามารถนำผลที่ได้ไปพัฒนานักเรียนกลุ่มนี้ได้ในครั้งต่อไป ดังนั้นการใช้แบบฝึกทักษะการตั้งสมมติฐานจึงเป็นวิธีที่ดีที่ช่วยให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าในเนื้อหาได้ดียิ่งขึ้น  และส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้นหลังจากใช้แบบฝึกทักษะการตั้งสมมติฐาน เรื่อง เสียงและการได้ยิน โดยมีประสิทธิภาพของกระบวนการจัดการเรียนรู้อยู่ที่  (E1/E2  =  81.16/60.6 )ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน  80/80  ที่ตั้งไว้  

ผลการวิจัยพบว่า

          1. ผลของการใช้แบบฝึกทักษะการตั้งสมมติฐาน เรื่อง แสงและการมองเห็นกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 พบว่าเด็กมีการพัฒนาทักษะการตั้งสมมติฐานมากขึ้น โดยมีคะแนนมากขึ้นทุกคน

         2. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะการตั้งสมมติฐาน สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง แสงและการมองเห็น สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยมีคะแนนก่อนเรียน เฉลี่ยเท่ากับ 4 หรือร้อยละ 40 และมีคะแนนหลังเรียน เฉลี่ยเท่ากับ 7 หรือร้อยละ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ คนึงนิจ  อุทิศ  (2555: บทคัดย่อ) การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะเรื่อง  สารและสมบัติของสาร  ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1/1 โรงเรียนชุมชนบ้านหัวขัว โดยวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะเรื่อง  สารและสมบัติของสาร  โดยใช้แบบฝึกทักษะของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1/1  กลุ่มตัวอย่างคือ  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1/1  โรงเรียนชุมชนบ้านหัวขัว  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขอนแก่นเขต  2  ภาคเรียนที่  1  ปีการศึกษา  2552  จำนวน  25  คน  โดยวิธีเลือกสุ่มแบบเจาะจง  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา  คือ  แบบฝึกทักษะ  เรื่อง  สารและสมบัติของสาร  จำนวน  20  แบบฝึก  ที่ผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้น  มีค่าเฉลี่ยโดยรวมเท่ากับ  81.16   และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  ใช้เป็นข้อสอบก่อนเรียนและหลังเรียน  แบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ  4  ตัวเลือก  จำนวน  5  ชุด  ชุดละ  50  ข้อซึ่งมีค่าเฉลี่ยโดยรวมเท่ากับ  60.6   การหาประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะใช้เกณฑ์หาประสิทธิภาพ  E1/E2  เท่ากับ  80/80  ค่าเฉลี่ย  ค่าร้อยละส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

Citation Key253

Recent Publications

More...